Close
title
title
แขวงทางหลวงตราด
Trat Highway District
วิสัยทัศน์ : พัฒนาทางหลวงให้ปลอดภัย เชื่อมโยงโครงข่ายพื้นที่ชายแดน
 
ข่าวสารทางหลวง
title
อุบัติเหตุลดลง! กรมทางหลวง สรุปอุบัติเหตุบนทางหลวงเดือนมกราคม 2563 พร้อมขอความร่วมมือปฏิบัติตามกฎจราจร พบอุบัติเหตุโทร 1586

กรมทางหลวง โดยสำนักอำนวยความปลอดภัย ได้สรุปรายงานข้อมูลอุบัติเหตุบนทางหลวงทั่วประเทศประจำ เดือนมกราคม 2563 จากการรายงานอุบัติเหตุทางระบบ HAIMS พบว่า อุบัติเหตุเกิดขึ้นบนทางหลวงในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง จำนวน 1,443 ครั้ง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 271 คน ได้รับบาดเจ็บทั้งสิ้น 1,557 คน จำนวน รถที่เกิดอุบัติเหตุ 2,302 คัน เป็นเหตุให้ทรัพย์สินของกรมทางหลวงเสียหายประมาณ 12 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบสถิติอุบัติเหตุประจำเดือนมกราคม ๒๕62 จำนวนอุบัติเหตุลดลงจากปีที่ผ่านมา 14% ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 2% บาดเจ็บเพิ่มขึ้น 3% จำนวนรถที่เกิดอุบัติเหตุลดลง 12% ซึ่งสาเหตุหลักการเกิดอุบัติเหตุมาจากผู้ขับขี่ขับรถด้วยความเร็วสูงกว่ากฎหมายกำหนด 63% (912 ครั้ง) รองลงมาได้แก่ การตัดหน้าระยะกระชั้นชิด 12% (166 ครั้ง) หลับใน 8% (110 ครั้ง) และอุปกรณ์รถบกพร่อง 4% (51 ครั้ง) สำหรับอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดบริเวณทางตรง 67% (963 ครั้ง) ทางโค้งปกติ 11% (156 ครั้ง) และทางแยกระดับเดียวกัน 7% (99 ครั้ง) ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่ ได้แก่ รถปิคอัพบรรทุก 4 ล้อ 34% (791 คัน) รถยนต์นั่ง 26% (608 คัน) และรถจักรยายนต์ 21% (745 คัน) ซึ่งหากจำแนกตามภาคของการเกิดอุบัติเหตุพบว่าเส้นทางในภาคเหนือเกิดอุบัติเหตุสูงสุด 24% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 19% และภาคตะวันออก 12% นอกจากนี้ ทางหลวงที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุด คือ ทางหลวงหมายเลข 7 บางปะกง – หนองรี จำนวน 35 ครั้ง หากจำแนกตามรายจังหวัดพบว่าจังหวัดสุพรรณบุรีเกิดอุบัติเหตุสูงสุด รองลงมาได้แก่ จังหวัดชลบุรี จังหวัดนครราชสีมา ตามลำดับทั้งนี้ กรมทางหลวงได้มีมาตรการแก้ไขที่ได้ดำเนินการร่วมกับตำรวจทางหลวงในการบังคับใช้กฎหมายอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการตรวจจับความเร็วยานพาหนะที่วิ่งบนทางหลวง ซึ่งเป็นมาตรการที่สำคัญในการลดและป้องกันอุบัติเหตุ ที่อาจเกิดขึ้น กรมทางหลวงขอความร่วมมือผู้ใช้ทางโปรดขับขี่ด้วยความระมัดระวัง เพื่อความปลอดภัยของท่านและ ผู้ร่วมทาง รวมถึงป้องกันและลดอุบัติเหตุให้ได้ประสิทธิผลอีกด้วย หากประชาชนผู้ใช้ทางต้องการแจ้งอุบัติเหตุหรือสอบถามข้อมูลการเดินทางเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่สายด่วนกรมทางหลวง 1586 (โทรฟรีทุกเครือข่ายตลอด ๒๔ ชั่วโมง) สายด่วนมอเตอร์เวย์ 1586 กด 7 และตำรวจทางหลวง 1193 ตลอด ๒๔ ชั่วโมง
title
กรมทางหลวงเดินหน้าแก้ไขปัญหามลพิษ PM 2.5ขานรับวาระแห่งชาติ กรมทางหลวงสั่งหน่วยงานในสังกัดเร่งแก้ไขปัญหา PM 2.5 งัดมาตรการเข้มงวดงานก่อสร้าง-บำรุงทางให้ก่อฝุ่นน้อยที่สุด ติดตั้งเครื่องปล่อยละอองน้ำจับฝุ่น 15 แห่ง และจับมือหลายหน่วยงานเข้มใช้รถควันดำ จอดแช่ ลดค่าธรรมเนียมผ่านทาง M-Pass และ Easy Pass จูงใจใช้เพิ่มลดปัญหารถติดหน้าด่านก่อมลพิษ

นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยว่า สั่งการให้สำนักงานทางหลวงแขวงทางหลวง และหมวดทางหลวงทั่วประเทศ ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือ PM 2.5 ด้วยการกำหนดมาตรการป้องกันแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองใน 2 กรณี คือ กรณีที่ระดับปริมาณฝุ่น PM 2.5 มีค่าไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และกรณีเกิดสถานการณ์วิกฤตที่ระดับปริมาณฝุ่น PM 2.5 มีค่าเกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรขึ้นไป กรณีที่ระดับปริมาณฝุ่น PM 2.5 มีค่าไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร กรมทางหลวง จะดำเนินการมาตการ ดังนี้ ด้านงานก่อสร้างและบำรุงทาง มีการจำกัดพื้นที่หน้างานที่ก่อให้เกิดฝุ่นละอองให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น การเข้มงวดมาตรการป้องกันและลดฝุ่นละออง เช่น การปิดคลุมวัสดุก่อสร้างในการเก็บกองและ ขนย้าย การตรวจสอบสภาพเครื่องจักรก่อสร้างให้อยู่ในสภาพดี ห้ามใช้เครื่องจักรที่ก่อให้เกิดเขม่าควันดำ และการงดใช้น้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วกับเครื่องจักรอุปกรณ์ เป็นต้น ส่วนขยะที่เกิดจากการก่อสร้างจะมีการจัดการอย่างเหมาะสม ห้ามเผาขยะโดยเด็ดขาด โดยพิจารณาวิธีการก่อสร้างที่ใช้การเผาไหม้เชื้อเพลิงน้อย เช่น warm mix asphalt การทำความสะอาด เศษฝุ่น เศษวัสดุที่สะสมบริเวณขอบทางและเกาะกลางอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งบูรณาการการทำงานร่วมกับจังหวัดทั่วประเทศในการลดการเกิดฝุ่นควัน และการอำนวยความสะดวกต่อการจราจรบนถนนบริเวณพื้นที่ก่อสร้าง เพื่อไม่ให้เกิดการจราจรติดขัดจากการก่อสร้างและบำรุงทาง ด้านงานการให้บริการผู้ใช้ทางและบริหารจัดการจราจรบนสายทาง จะประสานความร่วมมือระหว่างตำรวจทางหลวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมควบคุมมลพิษในการตรวจจับรถยนต์ที่มีเขม่าควันดำ และเข้มงวดไม่ให้มีการจอดรถในพื้นที่ผิวถนนที่มีการจราจรแออัด จัดการจราจรให้ลื่นไหลลด การติดขัด รวมทั้งการบำรุงรักษาต้นไม้ริมทางหลวงให้อยู่ในสภาพดี เพื่อช่วยจับฝุ่นละอองจากถนน และเฝ้าระวังการเกิดปัญหาไฟป่าโดยการจัดชุดเคลื่อนที่เร็วพร้อมอุปกรณ์ในการป้องกันและควบคุม ด้านงานสำนักงาน ด้วยการลดการเดินทางของบุคลากร พิจารณาใช้เทคโนโลยีในการทำงานที่ช่วยลดการเดินทาง ลดการใช้ยานพาหนะส่วนตัว โดยเปลี่ยนการขนส่งสาธารณะโดยเฉพาะรถไฟฟ้า ตลอดจน การใช้รถยนต์ร่วมกัน (Carpool) สำหรับการเดินทางเส้นทางเดียวกัน นอกจากนั้นยังมีการจัดการขยะอย่างเหมาะสมโดยใช้วิธีการห้ามเผาโดยเด็ดขาด และรณรงค์ให้บุคลากรประหยัดพลังงานในสำนักงาน กรณีเกิดสถานการณ์วิกฤตที่ระดับปริมาณฝุ่น PM 2.5 มีค่าเกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรขึ้นไป กรมทางหลวงจะดำเนินการดังนี้ การปล่อยฝอยละอองน้ำความดันสูง (High Pressure Water System) ซึ่งปัจจุบันติดตั้งไว้จำนวน 15 แห่ง เพื่อดักจับฝุ่นละอองฝุ่น PM 2.5 ดำเนินการช่วงเวลา 18.00-23.00 น. ณ บริเวณสะพานลอยคนเดินข้ามบริเวณด่านฯ ทับช้าง 1 (มุ่งหน้าบางพลี) บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ,บริเวณป้าย Overhead Gantry บริเวณด้านฯ ทับช้าง 2 (มุ่งหน้าบางปะอิน) บนทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 รวมทั้งสะพานลอยคนเดินข้ามบริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฝั่งประตู วิภาวดีรังสิต, สะพานลอย คนเดินข้ามบริเวณโรงเรียนหอวัง ฝั่งถนนวิภาวดีรังสิต, สะพานลอยคนเดินข้ามบริเวณทางหลวงหมายเลข 35 (ถนนพระรามที่ 2 ) กม. 8+400 (หน้าตลาดมารวย), สะพานลอยคนเดินข้ามบริเวณทางหลวงหมายเลข 3 (ถนนพระรามที่ 2 ) กม.11+240 (ทางเข้าถนนบางกระดี่), อาคาร Canopy รถบรรทุก ด่านฯ ลาดกระบัง ขาออก, อาคาร Canopy รถบรรทุก ด่านฯ ลาดกระบัง ขาเข้า, อาคาร Canopy รถบรรทุก ด่านฯ บางปะกง Type A, อาคาร Canopy รถบรรทุก ด่านฯ หนองขาม 1, อาคาร Canopy รถบรรทุก ด่านฯ หนองขาม 4,อาคาร Canopy รถบรรทุก ), อาคาร Canopy รถบรรทุก ด่านฯ โป่ง 3 และอาคาร Canopy รถบรรทุก ด่านฯ พัทยา ขาออก อธิบดีกรมทางหลวง กล่าวด้วยว่า ได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดดำเนินการแก้ไขปัญหาจราจรติดขัดบริเวณพี้นที่ก่อสร้าง และหน้าด่านเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทาง โดยศึกษาและจัดทำแผนแก้ปัญหา ด่านเก็บค่าผ่านทางฯ ให้รถสามารถผ่านด่านฯ ได้โดยเร็ว ไม่หยุดชะงัก เพื่อแก้ไขปัญหาการก่อมลพิษอีกทางรวมทั้งร่วมมือกับการทางพิเศษแห่งประเทศไทยในการรณรงค์และกำหนดมาตรการจูงใจให้ผู้ใช้ทาง หันมาใช้ M-Pass และ Easy Pass โดยได้เพิ่มจุดรับสมัครและเติมเงิน M-Pass บนสายมอเตอร์เวย์ 5 จุด คือ ด่านฯ ทับช้าง 1, ด่านฯ ทับช้าง 2, Service Area ขาเข้า, Service Area ขาออก และด่านฯ โป่ง 3 ตลอดจนการลดค่าธรรมเนียมผ่านทางสำหรับดอนเมืองโทลล์เวย์ ด้วยการจำหน่ายคูปองส่วนลดร้อยละ 5 ต่อเล่ม เป็นระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่วันนี้ถึง 21 มิ.ย. 2563 ซึ่งคูปองสามารถใช้ได้นาน 5 ปี
title
กรมทางหลวงเผยขับช้าใช้เลนขวาสุดสาเหตุเกิดอุบัติเหตุอันดับ 2 ของประเทศ

กรมทางหลวงห่วงทุกชีวิตบนท้องถนน เตือนระวังขับขี่ต่ำกว่า 90 กม./ชม. วิ่งเลนขวาสุด สาเหตุสำคัญการเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงต่อชีวิตและทรัพย์สิน แนะใช้ความเร็วที่เหมาะสมตามแต่ละช่องจราจรกำหนด พร้อมขานรับนโยบายรัฐบาล ลุยสำรวจแก้ไขจุดเสี่ยงอุบัติเหตุ ไฟฟ้าแสงสว่างเส้นทาง ป้ายจราจร เตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางเทศกาลสงกรานต์ 2563 นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า การใช้ความเร็วรถยนต์ที่ต่ำกว่า 90 กม./ชม. ในช่องทางขวาสุดของถนนทางหลวง 4 ช่องทาง เป็นสาเหตุสำคัญของการอุบัติเหตุอันดับที่ 2 หรือคิดเป็นสัดส่วน 30 % ของการเกิดอุบัติเหตุทั้งหมด รองจากการเสียหลักตกข้างทาง ซึ่งมีสัดส่วนที่ 45% นำมาซึ่งความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของผู้ใช้รถใช้ถนน ดังนั้น ผู้ขับขี่ควรใช้ความเร็วที่เหมาะสมตามแต่ละช่องจราจรกำหนดเพื่อลดโอกาสเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวทั้งนี้ การกำหนดความเร็วที่เหมาะสมสำหรับในแต่ละช่องจราจร กำหนดให้ช่องขวาสุดเป็นช่องทางที่ให้รถยนต์ใช้ความเร็วได้สูงสุด และจะให้รถยนต์ที่วิ่งด้วยความเร็วต่ำกว่า 90 กม./ชม.อยู่ในช่องทางอื่นๆ ทางด้านซ้ายโดยกำหนดความเร็วลดหลั่นลงมาตามลำดับ การกำหนดในลักษณะนี้จะช่วยให้รถยนต์ที่วิ่งช้าไม่ทำให้ความเร็วเฉลี่ยของการจราจรในภาพรวมของถนนลดลงมากนัก และไม่เกิดการสะสมชะลอตัวนอกจากนั้น วิธีการดังกล่าวจะช่วยลดการเปลี่ยนช่องจราจรที่ไม่จำเป็นลงได้ด้วย ซึ่งจะเป็นการช่วยลดปัญหาอุบัติเหตุการเฉี่ยวชนและการแซงในระยะกระชั้นชิดได้ เนื่องจากช่องทางขวาสุดมีไว้สำหรับรถยนต์ที่วิ่งมาด้วยความเร็วสูง ดั้งนั้น เมื่อมีการขับขี่ด้วยความเร็วต่ำกว่า 90 กม./ชม. ในช่องทางดังกล่าว จังหวะที่รถยนต์คันที่ตามหลังมามีการเบี่ยงแซงไปช่องทางซ้ายจะเกิดจุดบอดที่คนขับรถยนต์ซึ่งอยู่ในตำแหน่งขวามองไม่เห็น จึงมีโอกาสสูงที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุพุ่งชนกับรถยนต์ที่วิ่งมาในช่องทางซ้ายด้านหน้า “การกำหนดช่วงความเร็วในแต่ละช่องจราจรเป็นช่วงสูงสุด-ต่ำสุด จะช่วยทำให้เกิดความแตกต่างของความเร็วในแต่ละช่องทางน้อยลง ลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุชนท้ายจากความเร็วที่แตกต่าง และการเปลี่ยนช่องจราจรซึ่งเป็นสาเหตุการเกิอุบัติเหตุที่สูงเป็นลำดับที่ 2 ของการเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้น ผู้ขับขี่ควรใช้ความเร็วที่เหมาะสมตามแต่ละช่องจราจรกำหนด เพื่อลดอุบัติเหตุ” นายสราวุธ กล่าว นายสราวุธ กล่าวด้วยว่า กรมทางหลวงและหน่วยงานในสังกัดทั่วประเทศ ได้แก่ สำนักงานทางหลวง แขวงทางหลวง หมวดทางหลวง เตรียมเร่งดำเนินการตามนโยบายของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ซึ่งมีความห่วงใยในการใช้รถใช้ถนนทุกช่วงเวลา เพื่อลดโอกาสการเกิดอุบัติเหตุ และปัญหาการจราจรติดขัด โดยสั่งการให้กรมทางหลวงสำรวจจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง และแก้ไขจุดเสี่ยงให้ครบถ้วน สำรวจไฟฟ้าแสงสว่างในเส้นทางต่างๆ และปรับปรุงป้ายจราจร หมุดสะท้อนแสง เส้นจราจรให้เห็นชัดเจนทั้งกลางวันและกลางคืน ตลอดจนให้เตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางช่วงเทศกาลสงกรานต์ 2563 พร้อมนำเทคโนโลยีหรือใช้โดรนมาบริหารจัดการจราจรในทุกสถานการณ์ไม่เฉพาะช่วงเทศกาลเท่านั้น รวมทั้งให้จัดทำแผนการปลูกต้นไม้ริมทางหลวงตามนโยบายของพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี